ไว้ใจ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๖๔. เรื่อง “พระยืมเงินไปแล้วไม่คืน ต้องทำอย่างไร”
หลวงพ่อ : ไม่มีใครชงเลยนะ นี่เรื่องจริง
ถาม : กราบนมัสการหลวงพ่อ เรื่องมีอยู่ว่า มีพระรูปหนึ่งเป็นพระที่ผมเคยเคารพนับถือ ช่วยเหลือผมทางธรรมมามากมายหลายปี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเมื่อเดือนธันวาคม ๒ ปีก่อน พระรูปนี้โทรมาขอยืมเงินผมโดยให้เหตุผลว่า มีลูกศิษย์คนหนึ่งลำบาก มีความต้องการใช้เงินด่วน จะคืนให้ภายใน ๒ สัปดาห์ อยากให้ผมช่วยเหลือ
ผมอยากตอบแทนบุญคุณท่าน จึงให้ยืมเงินไป เมื่อถึงกำหนดก็ไม่ได้คืน หลังจากนั้นหลายเดือน พระรูปนั้นก็โทรมายืมเงินอีกรอบ โดยท่านบอกว่า ถ้าได้เงินก้อนนี้ท่านจะสามารถคืนเงินทั้งหมดที่ยืมไปได้
ด้วยความที่ผมอยากตอบแทนบุญคุณท่านและอยากได้เงินคืน จึงให้ยืมไปอีก เมื่อถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ก็ไม่ได้เงินคืน หลังจากนั้นท่านก็โทรมาขอยืมแฟนผมอีก ด้วยเหตุผลที่ไม่เหมือนตอนที่ขอยืมผม แต่แฟนผมไม่ให้ยืม
ผมทุกข์ใจกับเรื่องนี้มา ๒ ปีครับ หาทางออกไม่ได้ ในหัวมีความคิดว่า ผมอยากได้เงินคืนเพราะว่าผมไม่ได้ให้ขาด ผมให้ยืมตามเวลาที่ตกลงกัน และการที่ปล่อยให้ท่านทำแบบนี้เหมือนเป็นการสนับสนุนให้ท่านทำบาปไปเรื่อยๆ และผมไม่อยากให้ท่านไปทำแบบนี้กับใคร เลยอยากจะจัดการเอาเงินคืนให้เรียบร้อยครับ
อยากขอคำแนะนำจากหลวงพ่อครับ
๑. ผมต้องทำอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ
๒. ผมต้องวางจิตวางใจอย่างไรครับ ถึงจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้เรียบร้อย
๓. เรื่องนี้ผมควรจะบอกผู้อื่นไหมครับ ผมไม่อยากให้ใครต้องตกระกำลำบากแบบที่ผมเจอ ในขณะเดียวกันผมก็ไม่แน่ใจว่า การเล่าให้ผู้อื่นฟังจะเป็นผลดีกับพระพุทธศาสนาหรือไม่
สุดท้าย ขอกรรมฐานหลวงพ่อด้วยครับ
ตอบ : ยังอยากจะปฏิบัติต่อ
กรณีอย่างนี้มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์นะ ถ้าเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์เพราะอะไร เพราะคำถาม พระรูปนี้เคยมีบุญคุณกับผมมามากมาย แล้วเวลาผมจะอยากตอบแทนบุญคุณท่าน
นี่มันค้ำคอ มันค้ำคอว่าพระรูปนี้เคยมีบุญคุณกับผมมา เห็นไหม เคยมีบุญกุศล ทำให้อะไรต่างๆ มา นี่เคยมีบุญมีคุณต่อกันมา แล้วเวลาเราอยากจะตอบแทนบุญคุณไง นี่พูดถึงว่าในความเชื่อของเขานะ
แต่ในความจริง ในความเป็นจริงตอนนี้ยังมีคดีอยู่มากมายเลย ไอ้พวกสลากพลัส ไอ้ที่ว่าจะขายทางออนไลน์ เขาต้องจ้างดารา เขาต้องจ้างมาทำความเชื่อถือ ถ้าความเชื่อแล้ว กิจการของเขาจะก้าวหน้าของเขาไป
อันนี้ก็เหมือนกัน เวลาเป็นพระๆ ที่แสดงธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเลอค่าอยู่แล้ว แต่ใครเป็นผู้ที่แสดงเท่านั้น ถ้าใครเป็นผู้ที่แสดงเท่านั้น ผู้ที่เขาแสดงธรรมๆ แต่เรามันฟังแล้วมันซาบซึ้งใจ ซาบซึ้งใจ มันก็เป็นบุญเป็นคุณไง ถ้าเป็นบุญเป็นคุณแล้ว เราก็จะตอบแทนบุญคุณท่านไง นี่ความคิดของเรา เห็นไหม ความคิดของคน จิตใจที่มันเป็น จะว่าจิตใจสาธารณะ จิตใจคนทั่วไป
เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนเราต้องมีกตัญญูกตเวที ใครมีบุญมีคุณต่อเรา เราต้องนึกถึงบุญคุณของเขา ใครให้ที่พักที่อาศัย เราก็ต้องรู้จักบุญคุณของเขา เราต้องกตัญญูกตเวที มันถึงเป็นเครื่องหมายของคนดี คนสังคมจะอยู่กันได้มันต้องไว้วางใจกัน มันถึงจะอยู่กันได้ด้วยความสงบสุข แล้วคนหวาดระแวงกัน มันจะเอาความสงบสุขมาจากไหน
แต่นี่เวลาที่เขาเคยมีบุญมีคุณต่อเรา เราจะตอบแทนบุญคุณเขา
ไอ้นี่ตอบแทนบุญคุณเขา มันก็เป็นเรื่องกรรมของสัตว์ ทำไมเราไปตกอยู่ในวังวนอย่างนั้น เราไปตกอยู่ในสังคมอย่างนั้น
เวลาถ้าเป็นธรรมๆ นะ ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ยืมเงินไม่ได้ ขอไม่ได้ พระนี่ขอได้ ๗ ชั่วโคตร พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ลูกหลาน นี่บอกได้ ขอได้ นอกนั้นไม่ได้ ถ้าได้มาเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เรื่องเงินเรื่องทอง จะขอไม่ได้ เว้นไว้แต่ญาติ เว้นไว้แต่ปวารณา เขาปวารณาเราถึงขอได้
พระที่เป็นพระจริงๆ เขาไม่ยุ่งเรื่องอย่างนี้หรอก
เราพูดบ่อยมากเมื่อก่อนนะ เราคนจังหวัดราชบุรี เราไปอยู่สกลฯ แล้วเราไปอุปัฏฐากหลวงปู่สุวัจน์ ไปนวดเส้นท่าน เวลาไปสรงน้ำเสร็จไปนวดท่าน
ท่านถาม ไอ้หงบเอ็งคนที่ไหน
คนจังหวัดราชบุรีครับ
โอ้! ท่านระลึกเลยนะ ตอนที่ท่านจะไปอยู่ภูเก็ตไง ท่านเดินจากกรุงเทพฯ ไป เดินไปทางรถไฟ ท่านบอกเลยนะ เดินไปตั้งแต่บ้านโป่ง โพธาราม ราชบุรี พอตกค่ำที่ไหนก็แขวนกลดที่นั่นไง แล้วคนก็มาล้อมรอบเลย พระธุดงค์มา พระธุดงค์มา
ถาม “หลวงพ่อจะไปไหน”
“ไปภูเก็ต”
“ทำไมหลวงพ่อไม่ขึ้นรถไฟล่ะ”
ไปที่ไหนเขาก็ถามอย่างนี้ทั้งนั้นเลยนะ แล้วท่านก็บอกเรา เพราะบ้านของเราไง ท่านบอกว่า มันถามทุกคนเลย แต่มันไม่ซื้อตั๋วให้ มันถามเสร็จ ท่านก็เดินต่อไป มันถามเสร็จ ท่านก็เดินต่อไป
ทำไมอย่างนี้เขาไม่ขอ
ทั้งๆ ที่โยมมาถามเองนะว่า หลวงปู่จะไปไหน
จะไปภูเก็ต
ทำไมหลวงปู่ไม่ขึ้นรถไฟล่ะ
ถ้าหลวงปู่บอกว่า อ้าว! อาตมาไม่มีตังค์ไง ถ้าอยากให้อาตมาขึ้นรถไฟ โยมก็ซื้อตั๋วให้สิ สถานีก็อยู่นี่ ซื้อสิ
ด้วยความที่เคารพในศีลในธรรม ท่านไม่พูดเลย ท่านแค่เอ่ยปาก ท่านก็ไม่ต้องเดินจากกรุงเทพฯ ไปถึงภูเก็ต ท่านบอกเลย เดินจากกรุงเทพฯ ไปยันภูเก็ต เดินไปถึงตลอดทาง
เห็นไหม เพราะท่านมีนิสัยอย่างนี้ เพราะท่านเคารพธรรมและวินัยอย่างนี้ ท่านถึงเป็นพระอรหันต์ไง หลวงปู่สุวัจน์ เราเชื่อว่าท่านสิ้นกิเลส ท่านปฏิบัติมาของท่านแต่ละขั้นแต่ละตอน
คนที่เป็นพระที่ดีงามเขาเป็นแบบนี้ ไม่ออดไม่อ้อน ไม่ออเซาะ ไม่ฉอเลาะ ไม่ล้วงกระเป๋าใคร แล้วไม่เอา ทั้งๆ ที่เขามาเสนอยังไม่เอาเลย ถ้าพระที่ดีงามเขาเป็นแบบนี้ แต่เราจะเจอไหมล่ะ
ถ้าเราเจอพระที่ดีงามอย่างนี้ เราก็มองข้ามหมดน่ะ มันเป็นพระธรรมดา ก็เหมือนพระธรรมดาทั่วๆ ไป ท่านก็มีศีลของท่าน ท่านก็มีความสงบในใจของท่าน ท่านก็ไม่ออเซาะใคร ท่านก็ไม่ฉอเลาะใคร เพราะท่านไม่ออเซาะ ไม่ฉอเลาะ เราก็เลยไม่เข้าไปยุ่งกับท่านไง
นี่ไง ไม่ติดในญาติในโยม ไม่ติดในเงินในทอง ไม่ติดในชื่อในเสียง ไม่ติดในอะไรเลย ท่านก็อยู่ของท่านไง
ถ้าเราไปเจออย่างนี้ ก็เป็นพระธรรมดาๆ ไม่เห็นจะมีวิเศษวิโสตรงไหนเลย
แต่ท่านมีคุณธรรมในใจ ขนาดมาเสนอนะ ท่านพูดให้เราฟังนะ ไอ้เราก็จั๊กกะจี้ มันคันน่ะ ก็บ้านเราเอง
ไอ้หงบเป็นคนที่ไหน
ผมคนจังหวัดราชบุรีครับ
เออ! เล่าเลย ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยันภูเก็ตนั่นน่ะ เดินไปตลอดเส้นทาง “ทำไมไม่ขึ้นรถไฟล่ะ” แล้วเอ็งทำไมไม่ซื้อตั๋วให้วะ แต่ท่านก็ไม่พูด เห็นไหม
นี่เรามาเปรียบเทียบ ถ้าพระที่ดีงาม พระที่อยู่ในศีลในธรรม เขาก็ไม่มาทำให้ญาติโยมเดือดร้อนอย่างนี้ ญาติโยมเดือดร้อนอย่างนี้เพราะเขาหลบเลี่ยง หลบเลี่ยงบาลี หลบเลี่ยง เห็นไหม
เวลาเราพูด แล้วคนถามบ่อย เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม
เหยียบหัวพระพุทธเจ้าคือละเมิดในศีล ละเมิดในธรรม การละเมิดในศีลในธรรมนั้นคือเหยียบหัวพระพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดา แล้วละเมิดในวินัยนั้นน่ะ แล้วยังจะแสดงธรรมนะ จนซาบซึ้ง
ผมจะแทนคุณท่าน มันเคยให้ธรรมะมา
สิ่งนี้ถ้าเรามาคุยเรื่องอสรพิษ เงินเป็นอสรพิษกัดหัวใจของคน แล้วมีพระมาขอ แล้วมาขอครั้งที่ ๑ ขอครั้งที่ ๒ ยังไปขอที่แฟนอีก แล้วยังขอ มันเหมือนกับโอนออนไลน์เลยล่ะ โอนมาครั้งที่ ๑ ถ้าอยากได้คืนต้องโอนครั้งที่ ๒ ถ้าโอนครั้งที่ ๒ ไม่ได้ก็ต้องโอนครั้งที่ ๓ เหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าเหมือนกันแล้ว มันถึงว่ามันเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรม เราไปเจออย่างนั้น เราไปเชื่อเขาเอง
ฉะนั้น คำถามไง คำถามว่า ผมต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไรดีครับ
เราก็จัดการไปตามแต่ อยากได้คืน เราก็ทวงสิ
ถ้าพูดถึงถ้ามันไม่ได้นะ เวลาญาติโยมเขามีกรณีเรื่องเงินเรื่องทอง เราบอกว่า ถ้าเป็นสิทธิของเรา เราก็ต้องรักษาของเรา เราก็ต้องติดตามของเราแหละ จนมันถึงที่สุดแล้ว เพราะมันถึงที่สุดแล้วมันไม่ได้คืนไง อันนั้นเราถึงบอก เราถึงบอกว่า สิ่งนั้นเราถึงว่ามันเป็นเวรเป็นกรรม แล้วมันก็ไม่มาสร้างความเจ็บปวดให้กับเราไง
แต่ถ้าเริ่มต้น เริ่มต้นเราก็ต้องติดตามของเรา มันมีสิทธิตามกฎหมายขนาดไหน เราก็ตามของเราอย่างนั้นน่ะ แล้วถ้ามันไม่ได้ มันถึงที่สุดแล้ว เราถึงบอกว่า นี่กรรมของสัตว์
ถ้ามันทำอย่างนั้นไง ต้องตามเรื่องนี้อย่างไร
ก็ตามที่เรามีสิทธิ์ ตามที่เราทำของเราได้
แล้วผมต้องวางใจอย่างไรครับ ถึงจะสามารถจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย
ถ้าให้เรียบร้อยนะ ถ้าเราจัดการเรื่องอย่างนี้ ถ้าได้คืนมาก็จบ ถ้าไม่ได้คืนมานะ ถ้าเป็นเงินของโยม โยมให้ยืมไป มันก็จบ แต่ถ้าโยมไปยืมใครต่อมา โยมก็ต้องเป็นหนี้เป็นสินเขาต่อไป จะต้องไปใช้หนี้ใช้สิน ไปกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยมันก็ทบต้นไปนั่นน่ะ
มันถึงต้องมีสติมีปัญญา แล้วถ้ามันมีสติปัญญาแล้ว เราจะช่วยเหลือเจือจานใคร เราก็ช่วยเหลือเจือจานเท่าที่กำลังเราเป็นไปได้ แล้วถ้ามันเหนือกำลังของเรา เรื่องมันไม่จบไม่สิ้นน่ะ
คนเรามันต้องฉลาด ฉลาดในทรัพย์สินของตน เราต้องรู้จักประหยัด รู้จักมัธยัสถ์ ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วสิ่งนี้ กรณีนี้มันก็เป็นกรณีบทเรียนไง แล้วอย่าให้มันเกิดเรื่องอย่างนี้อีก แล้วถ้ามันจะเรื่องปกติธรรมดา ก็แก้ไขไปตามสิทธิ์ของตน ถ้าไม่ได้แล้วนะ มันก็ปล่อยวาง เป็นเรื่องกรรมของสัตว์
๓. เรื่องนี้ผมควรจะบอกผู้อื่นไหมครับ ไม่อยากให้ใครต้องมาตกระกำลำบากแบบที่ผมเจอ ในขณะเดียวกันผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเล่าให้ผู้อื่นฟังแล้วจะเป็นผลดีกับพระพุทธศาสนาหรือไม่
พระพุทธศาสนานะ ไอ้พวกที่เป็นเพลี้ย เป็นเหลือบ มันทำลายมากมายเยอะแยะมหาศาล แต่มันเป็นที่เรา เราปล่อยวางได้ไหม เราไม่ไปคุ้ยสิ่งที่เน่าเหม็นให้มันเหม็นขจรขจายถึงเราด้วย เราก็เสียสละของเรา ถ้าเป็นประโยชน์ เราคิดของเราอย่างนั้น
มันแก้ไขอะไรแบบต้องการให้สังคมเป็นคนดี ต้องการทุกอย่างเป็นความดี มันก็เป็นเรื่องหนึ่งนะ แต่คนมันจะดี มันจะชั่ว มันอยู่ที่กรรมของสัตว์ไง
เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เห็นไหม ไม่ไปคุ้ยไปเขี่ยสิ่งที่เน่าที่เหม็นให้เราสกปรกโสโครกไปด้วย ถ้ารู้ว่าที่ไหนไม่ดีไม่งาม หลีก เราหลีกเอง
หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนอย่างนี้ ท่านหลบท่านหลีก ท่านไม่ไปยุ่งกับใครนะ ทั้งๆ ที่ท่านรู้อยู่เต็มอก ทั้งๆ ที่คนเขาเขียนนะ เขียนไอ้พวกฎีกาไปถามท่านเยอะแยะไปหมดน่ะ แล้วเวลาท่านเทศน์ๆ ข้อมูลที่ประชาชนเขาตกทุกข์ได้ยาก เขาถามมาทั้งนั้นน่ะ นั่นน่ะมันเป็นเรื่องของโลก เรื่องของสังคม แล้วเราคนคนเดียวจะไปทำอย่างนั้น แต่เวลาท่านทำจริงๆ ท่านก็ทำใต้ดิน
ท่านทำใต้ดินมาแต่ไหนแต่ไรนะ เรื่องการช่วยสงเคราะห์สังคม แล้วมันจะมาชัดเจนก็ตอนโครงการช่วยชาติฯ เท่านั้นน่ะ
ก่อนโครงการช่วยชาติฯ ท่านก็ช่วยสังคมมามากมาย แต่ท่านช่วยใต้ดินหมดนะ ไม่ให้ใครรู้หรอก เพราะถ้ารู้ มันถือว่ากิเลสมันยิ่งใหญ่ กิเลสมันอยากอวด อยากดี ท่านทำอะไรท่านทำใต้ดินทั้งนั้นน่ะ ท่านไม่เคยทำบนดินเลย เว้นไว้แต่โครงการช่วยชาติฯ มันก็เลยระบือลือลั่นมาไง นั่นเพราะคุณงามความดี ท่านทำความดีจนเป็นจริตนิสัยของท่าน นั่นเฉพาะท่าน
นี่ของเรา เราควรจะอย่างไร
มันอยู่ที่สมควร เพราะสังคมมันก็มีหลายกลุ่มหลายก้อน ไอ้พวกที่ดีงามมันก็ดีงามนะ ไอ้พวกที่ไม่เอาไหน มันก็ไม่เอาไหน แล้วมันก็ไปอยู่ในบ้านเดียวกันนี่แหละ อยู่ในประเทศนี้เหมือนกันนั่นแหละ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๖๕. เรื่อง “ทุกข์เพราะอยากได้รับความยุติธรรม”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูมีคำถามค่ะ
หนูมีปมในหัวใจที่รู้สึกว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากันมาตลอด หนูพยายามแก้ไขปมของตนเองจนพอทนได้ ไม่ทุกข์จนเกินไป ถึงแม้จะเจอเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ ในทางตรงกันข้าม เมื่อมีเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดกับลูกของหนู เช่น ตาและยายแสดงความรักต่อลูกของหนูไม่เท่าเทียมกับหลานคนอื่นๆ ในบ้าน มันเหมือนจุดระเบิดในใจอีกครั้ง หนูกลับมาทนไม่ได้ หนูเสียใจ ทุกข์ใจ สงสารลูก หนูควรจะแก้ไขปมของตัวเองอย่างไรดีคะ เพื่อไม่เป็นกรรมต่อบุพการีของตนเอง
ตอบ : เราก็ทำใจของเราไง ถ้าเราไม่ทำกรรมแก่บุพการีของเรา พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก แล้วโยมก็มีลูก บุพการีของเราก็มีหลาน หลานก็มีเราเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน หลานกับลูกของเรามันก็มีพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกไง
ฉะนั้น เวลาพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ความรักของพ่อแม่ไม่เท่ากันๆ
มันเป็น เราบอกว่า พระพุทธศาสนาสอนในเรื่องเชื่อกรรมนะ
แล้วเวลาพูดอย่างนี้ เวลาพวกเด็กๆ มันดูถูกมันเหยียดหยามไง อะไรก็เวร อะไรก็กรรม มันเป็นการเบียดเบียน เป็นการเอารัดเอาเปรียบ มันจะให้ความเสมอภาค
มันจะไปเสมอภาคที่ไหน นิ้วคนมันก็ไม่เท่ากัน ความรู้สึกนึกคิดของคนมันก็ไม่เหมือนกัน คนละความรู้สึกนึกคิดไง นี่ความรู้สึกนึกคิด
ในกรณีคำถามนะ ทุกข์เพราะไม่ได้รับความยุติธรรม พ่อแม่รักลูกไม่เสมอกัน แล้วเราก็ว่าพ่อแม่ไม่รักเรา รักคนอื่น แล้วมันก็ทุกข์ใจมาตลอด แต่เราเองเราก็ปลดเปลื้องได้ วางได้ แต่มันมาทุกข์อีกทีหนึ่ง มีหลาน ตากับยายก็รักไม่เท่ากันอีก มันก็เลยไปกระตุ้นใจของเราไง
นี่พูดถึงว่าเราเป็นคนกลาง พ่อแม่ก็ตายายของหลาน เราเป็นพ่อเป็นแม่ของลูกเรา ถ้ามันเป็นธรรมๆ นะ เราต้องมีสติมีปัญญา เวลาที่เราเห็นว่าพ่อแม่รักเราไม่เท่ากันๆ มันเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้เพราะอะไร
เพราะลูกแต่ละคน พ่อแม่ก็รู้เอง เพราะพ่อแม่เลี้ยงลูกมา จะรู้ได้ว่าลูกคนใดมันฉลาด หรือว่ามันปานกลาง หรือว่ามันไม่เท่าทันเพื่อนฝูงของมัน คนใดที่มันอ่อนมันด้อยก็จะดูแลคนนั้นเป็นพิเศษ คนใดที่มันเอาตัวรอดได้ คนใดที่มันฉลาด ก็ดูแลอยู่ห่างๆ
พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาที่จะมาเลี้ยงลูกหรือว่าจะมาคลุกคลีกับลูกได้ตลอดเวลาหรอก มันอยู่ที่ว่าในดุลพินิจของท่านไง ท่านมองว่าเรามันมีความสามารถมากน้อยขนาดไหน จะคุ้มครองเรามากน้อยขนาดไหน แล้วพี่น้องเราบางทีมันรักษาตัวมันเองไม่ได้ พ่อแม่ก็ต้องคุ้มครองที่มากกว่า ถ้ามากกว่า นี่ในทัศนคติของพ่อแม่ ก็ลูกของเราเอง
นี่ไง เวลาไอ้พวกบวชพระๆ อยากไปเอาพ่อเอาแม่นี่ไง พ่อแม่เอายากที่สุดเลย เพราะพ่อแม่บอก กูคลอดมึงมานะ มึงจะมาสอนอะไรกู จบเลย เวลาจะไปบอกท่าน ท่านบอกว่ากูอาบน้ำร้อนมาก่อนมึงนะ เกมครับเกม การจะไปแก้พ่อแม่ยากที่สุดเลยล่ะ นี่กรณีหนึ่ง
ทีนี้กรณีอย่างนี้ ในดุลพินิจของท่าน ท่านก็ดูเราว่า เรามันมีเชาวน์มีปัญญา มันมีความสามารถมากน้อยขนาดไหน ท่านก็ดูแลเราขนาดนี้ แล้วเราก็รอดมาได้ แล้วเราก็ปลดเปลื้องทุกข์ในใจเราได้ แต่มันมากระเทือนใจอีกทีหนึ่ง เวลาทุกคนมีครอบครัว มีหลานเต็มไปหมดเลย ก็ไปรักหลานคนอื่นมากกว่ารักลูกเราอีก มันเลยไปกระตุ้นไง
เราจะบอกว่า โยมจะต้องสอนลูกของตนให้เป็นคนกตัญญูกตเวที ตากับยายเขาก็ดูแลหลานอย่างนั้นแหละ เราเองต่างหากเป็นคนกลบให้ความบกพร่องให้กลับมาสมบูรณ์ได้ ถ้าเราเองไปคุ้ยไปเขี่ยไอ้ช่างว่างนั้นให้มันห่างออกไป ทุกข์ของหลาน ทุกข์ของลูกเราเองจะใหญ่ขึ้น มากขึ้น เราเองต่างหากต้องบอกหลานว่า ตาเขาเห็นว่าไอ้นั่นเป็นอย่างนั้น ไอ้นี่เป็นอย่างนั้น
เราจะต้องบอกให้หลานเรารักทั้งพ่อทั้งแม่ และรักทั้งตาและทั้งยาย แล้วเราจะต้องเป็นคนแก้ไขให้สิ่งที่มันขาดตกบกพร่องนี้ให้กลับมาเสมอภาคหรือเท่ากัน
อย่าไปว่า เพราะเราคิดอย่างนี้ไง แล้วก็บอกว่าหลานเรามีจุดบกพร่อง ลูกเรามีจุดบกพร่อง หลานคนอื่น ตายายรักมากกว่า เราก็ไปใส่ฟืนใส่ไฟ มันเป็นปมทั้งนั้นแหละ มันเป็นปมใจของเด็ก มันเป็นปมในใจของเรา มันเป็นปมใจในบ้านของเรา
บ้านของเรานะ พ่อแม่ก็คือพ่อแม่ ปู่ย่าตายายก็คือปู่ย่าตายาย ท่านก็มีศักดิ์มีอายุขัยของท่านอย่างนั้น เราเองเราเกิดมาในบ้านนี้ เราเกิดมาในสังคมนี้ ถ้าเราเป็นผู้ที่ฉลาด เราเป็นผู้ที่มีปัญญานะ เราต่างหากเป็นคนกลบหลุมนั้น เราเป็นคนพยายามทำให้มันเสมอภาคอย่างนั้น แล้วเราพยายามอบรมหลานของเรา อบรมลูกของเรา ให้รักกัน ให้ดีกัน นี่ความสามารถ นี่สมบัติที่ควรทำนะ
แต่ถ้าเด็กมันดี เด็กมันเป็นสัมมาทิฏฐิ มันฟังแล้วมันก็พอใจ มันฟังแล้วก็เข้าใจ เด็กที่มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เด็กที่มันมีปมด้อยของมัน มันก็จะบอกว่าพ่อแม่เข้าข้างตา พ่อแม่มันก็เสียบเหมือนกัน
คนมันมีความคิดหมดน่ะ จริตนิสัยไง กรรมของสัตว์ไง สัตว์ พันธุกรรมของจิตมันขาดตกบกพร่องหรือมันเต็มมันขาดขนาดไหน มันแสดงออกอย่างนั้นแหละ แล้วใครจะมีอำนาจเหนือกรรม มันเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรม ใครจะมีอำนาจเหนือมันล่ะ
แต่ด้วยสติด้วยปัญญาของเรา เราก็พยายามแก้ไขให้มันดีที่สุด ทำสิ่งใดก็ได้ให้มันดีที่สุด แล้วถ้ามันสุดวิสัย มันทำไม่ได้ มันก็กรรมของสัตว์
ไม่มีใครเหนือกรรม เหนือการกระทำของแต่ละบุคคลนั้นมา แล้วใจของแต่ละบุคคลมันมีความขาดตกบกพร่องมาเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ขณะนี้เราเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เรามีรัตนตรัย มีสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย แล้วเราก็พยายามจะพึ่งพาอยู่
หนูพอทำใจได้แล้วแหละ เพราะพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน หนูก็พอทำใจได้แล้วแหละ แต่พอมันมาเจอว่าพ่อแม่มารักหลานไม่เท่ากันอีก มันเลยไปจุดประเด็นหนูขึ้นมาอีกเลย
เราก็พยายามทำให้มันกลับมาเป็นปกติไง ด้วยสติด้วยปัญญาของเรา ถ้าเราทำของเราได้นะ มันก็จะเป็นบุญเป็นกุศล คำว่า “บุญกุศล” บุญกุศลคือความดี บุญและบาป ดีและชั่ว เราก็พยายามทำคุณงามความดีของเราให้มากที่สุด
แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้น จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะทุกข์ไหม เกิดมาแต่ละภพแต่ละชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เหตุที่เกิดขึ้นมา มาตอกย้ำ ตอกย้ำหัวใจเรานี่แหละ แล้วตอกย้ำแล้วเราจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้มันบานปลายไปหรือ
เราก็ต้องสมาน เราก็ต้องทำคุณงามความดี เจ็บไหม เจ็บ ความคิดเราว่ามันไม่เสมอกัน ความคิดเรามันไม่เท่ากัน ความคิดเราว่ามันลำเอียง แต่เราก็ต้องพยายามรักษาเพื่อไม่ให้ลูกของเรา หลานของตาและยายมีบาดแผลในใจ
บาดแผลในใจนี้ ผู้ที่จะรักษาได้คือพ่อแม่ของมัน พ่อแม่ของมันก็อบรมบ่มเพาะว่า สิ่งนั้นที่ลูกเราเห็นมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ มันเป็นคุณงามความดีหรือมันเป็นเหตุสุดวิสัย มันมีเหตุใดเข้ามาทำให้เป็นอย่างนั้นก็ได้ แล้วเรารักษาของเรา เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะเป็นนิสัยไปข้างหน้า
อย่างโยม พอมีสติปัญญาเท่าทัน มันก็วางทุกข์ได้ แต่พอมาเจอภาพ มันก็ทุกข์เข้าไปอีก แล้วคนอื่นก็เป็นแบบนี้ แล้วเราจะให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นไปเป็นบาดแผลของใจแต่ละบุคคลไปหรือ แล้วถามหลวงพ่อมา หลวงพ่อเสกพ่วงให้หายหมดสิ
พระพุทธเจ้ายังทำไม่ได้เลย เพราะเขาทำของเขามา มันกรรมของสัตว์ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึงทาน คือการเสียสละความไม่พอใจ ความเสียสละสิ่งที่ขุ่นมัวในใจ เสียสละสิ่งที่เห็นแล้วบาดหูบาดตา เราพยายามสละมันออกไป แล้วเรามีศีล มีความปกติของใจ แล้วเราก็มีปัญญารักษาแก้ไขให้ทุกคนดีขึ้น ให้ทุกคนมีธรรมโอสถรักษาบาดแผลในใจไม่ให้เป็นปม ไม่ให้เป็นนิสัย ให้เป็นคุณงามความดีต่อไป ให้ทำของเราอย่างนั้น
นี่มันเป็นเวรเป็นกรรม ตอนที่มันทำมันก็อหังการนะ ไม่เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น เวลามาเจอวิบากอย่างนี้ วิบากคือผลที่มันได้รับ ถามหลวงพ่อเลย หลวงพ่อก็ไม่รู้ หลวงพ่อก็หลบลูกกระสุนอยู่นี่ คอยหลบเขา เขายิงมาเหมือนกัน นั่นมันเรื่องของโลกไง จบ
คำถามเนาะ
ถาม : ลูกมีปัญหาเรื่องเข้าสมาธิ ยังไม่ชำนาญในวสี กว่าจิตจะลงแต่ละครั้งยากเย็น หากโชคดีมีเหตุบางอย่างมาช่วย จิตก็จะลงได้เร็วและออกใช้ปัญญาได้ เช่น ถ้าได้ไปตัดไม้ ลูกจะจำอารมณ์แน่วแน่ขณะเลื่อยไม้ให้ขาด พอภาวนาพุทโธก็แน่วแน่ดีจนจิตมันรวม เป็นมา ๒ ครั้งแล้วค่ะ แต่ต้องสดๆ ร้อนๆ ถ้านึกเอาอารมณ์ในอดีตมาใช้จะไม่ได้ผล และหากลุูกพุทโธเองไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยลงค่ะ แพ้เสียเป็นส่วนใหญ่
เมื่อคืนเดินจงกรมอยู่พักใหญ่ จิตยังไม่ลง ก็เปลี่ยนจากพุทโธเป็นนึกถึงผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ขึ้นเป็นภาพแล้วพิจารณาลงไปเป็นของโสโครก คิดถึงซากศพในสภาวะต่างๆ ขึ้นอืด ผิวหนังเขียวช้ำเลือดช้ำหนอง จนสุดท้ายเหลือเป็นกระดูกและดิน รู้สึกตัวหนักเหมือนเดินลากเอาร่างหนักๆ ไปด้วย จนอยากเลิกเดิน ก็มีเสียงผุดขึ้นว่า ถ้ามันหนักก็ทิ้งกาย ลูกก็เลยทิ้งกายไป ช่างหัวมัน เดินเหมือนขับรถ กายเป็นรถ ใจเป็นผู้ขับ รถจะตกหลุม จะวิ่งกี่กิโล ผู้ขับย่อมไม่เหนื่อย
ลูกเดินด้วยใจและพุทโธเกาะไปด้วย มันเบามาก เออ! เข้าท่า ทดลองเดินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเผลอก็จะเริ่มหนักๆ สติมันต้องบังคับให้ทิ้งกาย ก็กลับมาเบา เดินฉิวเลย ไม่เหน็ดเหนื่อย รื่นเริง พอใจ ก็ขึ้นกุฏิ พบว่าครั้งนี้เดินได้ ๓ ชั่วโมงแบบไม่เหนื่อย แต่ออกจากสมาธิแล้วก็ยังปวดอยู่
ขอถามหลวงพ่อว่า วิธีทิ้งกายนี้ถูกต้องไหม เหมาะสมกับการเข้าสมาธิหรือไม่เจ้าคะ
ตอบ : เวลามาวัดมาวา เรามาประพฤติปฏิบัติของเรา เวลาเราประพฤติปฏิบัติของเรา เราพูดอยู่บ่อยๆ มากเลยว่า ให้ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้บูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การคาดการหมายนั้นน่ะมันเป็นสมุทัย มันเป็นตัณหาความทะยานอยาก การคาดการหมายนั่นคือกิเลส แต่โดยที่เราตั้งเจตนามาอันนั้น เราตั้งเจตนามาเพื่อ เห็นไหม เวลาคนที่เขาทำหน้าที่การงาน เช้าขึ้นมาเขาไปออกกำลังกายแถวสวนสาธารณะ เขาออกกำลังเพื่อให้ร่างกายเขาแข็งแรงสมบูรณ์
เราไปวัดๆ เราก็ไปฝึกหัดภาวนาของเราไง ถ้าฝึกหัดภาวนาของเราเพื่อจิตของเราจะสมบูรณ์ จิตของเราจะมีกำลังของเรา เราไปฝึกหัด ฝึกหัดแค่นั้น เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา
นี้เราไปคาดไปหมายไง มันจะลงอย่างนั้น มันจะเป็นสมาธิอย่างนั้น มาคราวนี้จะได้อย่างนั้น มาคราวนี้จะได้อย่างนั้น นี่มันเป็นการคาดการหมาย
เราฝึกเราหัดของเราไป เราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไป มาวัดมาวา เห็นไหม เหมือนตอนนี้ มวยไทยเป็นที่ชื่นชอบมาก ฝรั่งทั้งหญิงทั้งชายมาฝึกหัดมวยไทย เวลาเขาฝึกหัดมีแต่เหงื่อแต่ไคลทั้งนั้นน่ะ เขาฝึกหัดเหงื่อไคลขึ้นมา แต่ถ้าเขาออกอาวุธได้ เขาเตะได้ เขาต่อยได้ เขาทำได้ เขาจะมีแม่ไม้มวยไทย
เราไปวัดไปวา เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาของเราขึ้นมา ให้มันเป็นความสงบความระงับเข้ามา ทำแค่นั้น
แค่มาวัดมาวา ถ้ามันหงุดหงิด มันกระฟัดกระเฟียดในใจ นั่นก็เพราะกิเลสมันแสดงตัว แต่ถ้ามันมาแล้วมันพอใจของมัน ปฏิบัติแล้วมันเป็นความพอใจ เห็นไหม
เธอย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ
ชาติภพที่เราเกิดมานี่ เรามาวัดมาวา เราได้ฝึกหัด คนที่ไม่เคยไปวัดไปวาเลย เขาก็นึกถึงสภาพวัดสภาพวานั้นไม่ออก เขาก็อยู่แต่หน้าที่การงานแต่โลกของเขา เขาตายไป ชาติหนึ่งของเขา เขาก็ได้ซึมซับแต่หน้าที่การงานของเขา เขาได้ซึมซับแต่ชีวิตฆราวาสของเขา
แต่คนที่ไปวัดไปวาขึ้นมา เขาได้ไปซับในชีวิตของเขา ได้เห็นทางจงกรม ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเขา ย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตนิสัยของเธอ เกิดภพชาติใดได้ฝึกหัดอย่างใด มันก็ฝังไปในสมองไง มันฝังลงไปภวาสวะ ฝังลงไปบนจิตดวงนั้นไง
ถ้าจิตดวงนั้นสร้างขึ้นมา พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ก็สร้างบุญกุศลทั้งชีวิตๆ เป็นอสงไขยๆ ไง
เรามาวัดมาวา เรามาประพฤติปฏิบัติของเราก็เพื่อความสุขความสงบในหัวใจของเราไง มันจะฝังไปที่ใจได้มากได้น้อยก็ฝังไปที่ใจ นั่นมันก็เป็นบุญกุศลแล้ว
ไปวัดไปวาแล้วมันจะเอาผล เอาความพอใจ
แล้วประสาที่พูดนี่เพราะอะไรรู้ไหม
มันจะทุกข์อยู่นั่นไง
เราไปวัดไปวาด้วยความรื่นเริงและอาจหาญ จะทำสิ่งใดแล้วมันก็เป็นสัจจะเป็นความจริงอันนั้น แล้วเวลาถ้ามันได้มรรคได้ผลหรือได้ความสงบบ้าง
เวลาปีใหม่ เขาไปทั่วโลกเลยนะ ตอนนี้เครื่องบินไม่มีตั๋วเลย เขาไปเที่ยวรอบโลกเลย
เรามาเที่ยวหัวใจของเรา ไปวัดไปวาเพื่อดูแลหัวใจของเรา เราไม่เสียค่าเครื่องบิน ไม่เสียเงินเสียทอง ไม่เสียสุขภาพ ไม่เสียเวลา
แล้วไปวัดไปวา ไอ้คนที่เขาไปเที่ยว เขาก็ไปเที่ยวมารอบโลกเลย มึงไปอยู่โคนต้นไม้ มึงไปดูแต่ใบไม้ มึงต้องไปดูทำไมใบไม้น่ะ
แต่ถ้าจิตมันสุข มันสงบของมันนะ นี่ภพชาติที่ัมันเกิด ย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตนิสัยของเธอ ภพชาติขึ้นมา ได้ฝึกหัดขึ้นมา มันจะเป็นจริตเป็นนิสัยฝังไปในหัวใจดวงนั้น นั่นน่ะผลของมัน
แหม! ปฏิบัติแล้วจะเป็นพระอรหันต์เลย
พระปฏิบัติมาทั้งชีวิตเลย ยังล้มลุกคลุกคลานเลย
ทำ ปฏิบัติของเราไป เราเชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าฝ่ายมหายานนะ เขาปฏิบัติทั้งชีวิต เฒ่าโง่ย้ายภูเขา เขาตอกภูเขาอยุ่ ๓๐ ปี ถ้าเป็นฝ่ายปฏิบัตินะ เขาทำของเขาเสมอต้นเสมอปลาย
การปฏิบัติสม่ำเสมอคือความเสมอต้นเสมอปลาย แล้วทำหัวใจของเราให้มีหลักการ ให้มีเหตุผล ด้วยสติด้วยปัญญาคุ้มครองดูแลรักษามัน ถ้ามันเป็นเหตุเป็นผลขึ้นมา มันจะมีความสุขความสงบของมัน นี่ประพฤติปฏิบัติเพราะเหตุนั้น
ไอ้ที่ว่าการคาดการหมาย แล้วจะเอาให้ได้ดั่งใจๆ ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ
ตั้งเหตุไว้ แล้วปฏิบัติของเราไป ถ้าปฏิบัติแล้วมันสุขมันสงบ ถ้าไม่สุขไม่สงบก็ปฏิบัติเพื่อเป็นจริตเป็นนิสัย
การประพฤติปฏิบัติ เช้าขึ้นมาถวายอาหารไทยทาน เวลาเราจะปฏิบัติไง เหมือนเอาตัวตนของเรานั่งบนพาน แล้วถวายพระพุทธเจ้า เพราะมันเป็นบุญกิริยาวัตถุ ทุกคนจะเดิน จะนอน จะตีแปลงอย่างไรก็ได้ จะขึ้นเครื่องบิน ตอนนี้ไปเที่ยวอวกาศกันแล้ว จองตั๋วกันแล้ว แต่เราเอาร่างกายและจิตใจใส่พาน แล้วยกถวายพระพุทธเจ้า นี่แหละบุญ
เรามาวัดมาวา ถ้าเราทำโดยสัมมาทิฏฐินะ เหมือนเอาร่างกายนั่งบนพานเลย แล้วยกถวายพระพุทธเจ้า ก็ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าไง กายกับใจนี้ถวายพระพุทธเจ้า การถวายคือถวายสิทธิเสรีภาพ ถวายความสะดวกสบายของเรา เรางดเว้น เราไม่ทำ เราเดินจงกรม เรานั่งสมาธิ บูชาพระพุทธเจ้าด้วยบุญกิริยาวัตถุ ด้วยบุญกุศล ด้วยสิทธิ ด้วยเสรีภาพของเรา ยกถวายพระพุทธเจ้าหมดเลย
นั่งสมาธิ เดินจงกรม ทุกข์น่าดูเลย แต่เราทำอย่างนั้น เราบูชา มันเป็นบุญเป็นกุศล ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วหัวใจมันจะสงบสุข เอวัง